|
ข้าราชการ ซี 11 คนหนึ่ง ระลึกถึงความหลังครั้งอยู่เทพศิรินทร์
|
|
|
ในการจัดทำหนังสือชื่นชุมนุม ปี 2523 นี้ ทางคณะผู้จัด ได้กรุณาขอให้ผมเขียนเรื่องระลึก
ถึงความหลังครั้งอยู่เทพศิรินทร์ ผมจึงขอน้อมรับด้วยความรู้สึกเป็นเกียรติ์อย่างยิ่ง แต่ถ้าเล่าเรื่อง
ขาดตกบกพร่องไปก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย
ผมไปอยู่อเมริกาและแคนาดาเป็นเวลานานถึง
14 ปี ทั้งนี้ก็เพื่อรอให้ได้รับบรรจุที่สถาบัน
บัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ได้รับเชิญเป็นที่ปรึกษามูลนิธิฟอร์ด ไปช่วยงานด้านคอมพิวเตอร์ที่
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่เชียงใหม่นั้น มีอยู่คราวหนึ่งมีพระเอกภาพยนตร์ผู้ยิ่งใหญ่ชื่อ
สมบัติ เมทะนี
วิ่งเข้ามากอดผมแล้วถามว่าจำได้ไหม ผมก็ตอบว่าจำได้แน่เพราะคุณเป็น พระเอกหนังใคร
ๆก็ต้องจำได้
สมบัติเขาตอบว่าอย่างไรรู้ไหมครับ เขาบอกว่าจำไม่ได้แหง ที่เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่ครั้งเทพศิรินทร์
ผมต้องขอโทษสมบัติจริง
ๆ ที่ตอนนั้นจำไม่ได้ว่าเคยเป็นเพื่อนกันที่เทพศิรินทร์ พอมานึกดูอีกที
ก็จำชื่อได้ว่า ชื่อใกล้ๆ กับผมก็มี ศรีศักดิ์ ศักดิ์สม สมบัติ สมบูรณ์ ...ผมจำได้ว่า
สมบัติเป็นเด็กผู้ชาย
ผอมๆบอกจริง ๆ นะครับว่า ตอนนั้นผมก็ไม่ได้คิดว่าสมบัติเขาหล่อเหลาเอาการมากมายอะไรนัก
ไม่ได้
คิดเลยว่าพอโตขึ้นมาจะกลายเป็นดาราระดับพระเอกไปได้
|

นักเรียน ม.6 เทพศิรินทร์รุ่น ศรีศักดิ์-สมบัติ
ศรีศักดิ์อยู่แถวหลังสุด คนที่ 3 จากขวา และสมบัติอยู่แถวหน้าสุด คนที่ 3 จากซ้าย
|
ผมเข้าโรงเรียนเทพศิรินทร์ตั้งแต่ชั้นมัธยม
1 โดยที่เจ้าคุณพ่อคือ พระยานิติศาสตร์ไพศาลย์
(วัน จามรมาน) เคยเป็นนักเรียนเก่า เจ้าคุณพ่อมีภรรยาหลายคน ทุกคนถูกต้องตามกฏหมาย
สมัยนั้น
ท่านมีลูก 31 คน ที่รุ่นราวคราวเดียวกับผม ก็มีพี่ชาย
2 คนชื่อ ศักดิ์สม กับ บูรณศิริ เราสามคนเข้าชั้น
มัธยมปีที่ 1 พร้อมกัน มีคุณครูแฉ่งเป็นคุณครูประจำชั้น
ท่านน่ารักและเอาใจใส่นักเรียนทุกคนอย่างดีมาก
รู้สึกว่าท่านจะสอนได้ทุกวิชา รวมทั้งวิชาภาษาอังกฤษท่านก็สอนให้ อย่าให้เล่าเลยนะครับว่าการออกเสียง
ภาษาอังกฤษของพวกผมเป็นอย่างไรบ้าง ฝรั่งต้องถามเลยครับว่าเรียนมาจากไหน
สมัยนั้นบ้านผมอยู่ถนนข้าวสาร
อำเภอพระนคร จังหวัดพระนคร ใกล้ ๆ กับสนามหลวงละครับ
ผมหัดว่ายน้ำโดยแบกต้นกล้วยจากบ้านไปหัดที่คลองหลอด ตอนกลางคืนเจ้าคุณพ่อไม่อยากให้ออกไป
ซนกันนอกบ้าน ท่านบังคับให้นอน พวกเราก็เข้านอนรอสักพักหนึ่งก็พากันปีนหน้าต่างปีนรั้วออกมานอก
บ้านไปวิ่งเล่นไล่จับกันที่ถนนราชดำเนินใน ตั้งแต่กรมประชาสัมพันธ์ ไปสี่แยกคอกวัว
ไปอนุสาวรีย์
ประชาธิปไตยวนไปวัดบวร เข้าซอยรามบุตรี วน ๆอยู่ รอบ ๆบ้านนั่นเอง สนุกอย่าบอกใครเชียวแล้วก็
ปลอดภัยด้วยเพราะรถราก็ไม่ค่อยจะมีอย่างบ้านเจ้าคุณพ่อ สมัยนั้นไม่นับคนใช้ก็อยู่กันตั้ง
40-50 คน
แต่มีรถยนตร์คันเดียวเท่านั้น สมัยนี้บ้านผมไม่นับคนใช้ก็อยู่กันเพียง4 คน
แต่ต้องมีรถยนตร์ 4 คันจึง
จะไปไหนมาไหนได้สะดวก
ตอนเช้าก็ตื่นแต่เช้าจะขี้นรถรางจากบางลำภูไปยศเสเลยก็ได้
แต่ต้องเสียค่าโดยสารเป็น 3 ช่วง
เราจะประหยัดก็เลยเดินจากบ้านผ่านโรงเรียนสตรีวิทยา อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไปขึ้นรถรางที่เสาชิงช้า
ใกล้ ๆ โรงเรียนเบญจมราชาลัยเสียค่าโดยสารเพียงช่วงเดียว ไปลงที่หน้าโรงเรียนสตรีทัดสิงหเสนีย์
เดินอ้อมไปโรงเรียนสายปัญญามาถึงโรงเรียนเทพศิรินทร์ ปรกติจะถีงโรงเรียนก่อนโรงเรียนเข้า
ก็เล่น
อะไรกันอย่างที่เด็กสมัยนี้เขาไม่เล่น เช่น เล่นลูกหินหยอดหลุม ทอยกอง เป่าหนังยางเป็นต้น
|

ลูกเสือที่โรงเรียนเทพศิรินทร์
|
ถึงเวลาเข้าแถว คุณครูก็เอาไม้จิ้มฟันมาวัดผมและวัดกางเกง
คือผมจะต้องสั้นเกรียน ถ้าผมใคร
ยาวกว่าไม้จิ้มฟันที่คุณครูหักเอาไว้แล้วคุณครูท่านก็จะช่วยตัดให้ แต่ไม่ทราบว่าท่าน
ไม่ได้เป็นช่างตัดผม
หรืออย่างไร ท่านตัดให้ใครก็ต้องรีบวิ่งไปร้านตัดผมใหม่ทุกที มิฉะนั้นหมาอาจจะเห่าไม่หยุดก็ได้กางเกง
ขาสั้นก็ต้องยาว ถ้าใครชายกางเกงสูงกว่าหัวเข่าเกินไม้จิ้มฟันก็จะถูกทำโทษ
บางคนอาจจะคิดว่า
ตัวหล่อเหลาซะเต็มประดา แต่รู้สึกจะได้ยินนักเรียนผู้หญิง เรียกว่า ลุงเชย
สมัยนั้นนักเรียนชอบล้อชื่อพ่อกัน
มีเพื่อนตัวโตคนหนึ่งชอบล้อชื่อพ่อคนอื่นเป็นประจำ ใคร ๆ ก็
ไม่กล้าทำอะไรเพราะเพื่อนคนนั้นตัวโตกว่า พวกผมพี่น้อง 3
คนถูกล้อชื่อพ่อเข้าบ่อยๆก็สมคบกันรุมซ้อม
เพื่อนคนนั้นผมเป็นน้องเล็กกว่าเพื่อน มีแรงน้อยกว่าพวกพี่ ๆเขาก็เลยใช้สมองช่วย
โดยวิ่งขึ้นไปแอบดัก
รออยู่ที่หัวบันไดหอประชุมพอเจ้าคนชอบล้อชื่อพ่อ วิ่งหนีพี่ชายผม 2
คนขึ้นมาจะถึงหัวบันไดหอประชุม
ผมก็จับหัวบันไดไว้ยื่นเท้าออก ไปต้อนรับ เจ้าคนนั้นกลิ้งลงบันไดไป นับว่าได้ผล
ไม่มีการล้อชื่อพ่อต่อไป
ในการเรียนวิชาลูกเสือมีการสอบจุดไฟหุงข้าวทำกับข้าว
การจุดไฟสมัยนั้นไม่ได้จุดไฟแก๊ส
นะครับและจะต้องจุดถ่าน และจะต้องพยายามใช้ไม้ขีดเพียงก้านเดียว เพื่อที่จะไม่ต้องใช้ไม้ขีดเกิน
1 ก้าน บางคน ก็เลยเอาน้ำมันก๊าดพรมถ่านเอาไว้ นอกจากนั้นก็มีการเดินทางไกลจากโรงเรียนเทพศิรินทร์
ไปเขาดินตอนนั้นจำได้ว่าอยู่ ม.3 แล้วคือค่อนข้างจะโตเป็นหนุ่มแล้ว
แต่พอไปถึงเขาดินต่างก็รู้สึกว่ามันร้อน
และเหนื่อย น่าจะลงเล่นน้ำ แต่ไม่ได้เตรียมชุดอาบน้ำไป ก็เลยถอดเครื่องแบบลูกเสือออก
ลงเล่น
กันในชุดวันเกิดจำได้ว่ามีฝรั่งมาถ่ายรูปโป๊เอาไว้ด้วย หวังว่ารูปเหล่านี้คงจะไม่ปรากฎขึ้นมานะครับ
ตอนสอบภาคแรกของม.5
ผมเผอิญสอบได้ที่ 1 ได้คะแนนเกิน 90%
พอโรงเรียนเปิดภาค
เรียนที่ 2 กำลังนั่งเรียนอยู่ในวันแรก คุณครูก็มาเรียกชื่อ
แล้วบอกว่าให้พาสชั้นขึ้นไป ม.6 วันนั้นเลย
พวกพี่ๆก็ให้ความกรุณาเป็นอย่างมากทุกคน รวมทั้ง สมบัติ เมทะนี ,ประเทศ สูตะบุตรและประพจน์
สาครบุตร เป็นต้น
เรียน ม.6
ไปได้ไม่กี่วันก็มี การสอบซ่อม ปรากฎว่าผมสอบวิชาเลขคณิตและพีชคณิต
ได้คะแนนเต็มเพราะพอจะเดาได้ แต่วิชาเรขาคณิตสอบตกไม่เป็นท่าเพราะไม่ได้เรียนทฤษฎี
ของ ม.5 สองภาคแรก ต่อจากนั้นผมก็เลยเร่งท่องทฤษฎีและทำแบบฝึกหัดเรขาคณิตเป็น
การใหญ่บางคืนท่องทฤษฎีและแบบฝึกหัดไม่เสร็จ แต่ง่วงนอนมากก็เลยหลับไป ปรากฎว่า
เอาไปฝันต่อไปพิสูจน์ทฤษฎีเรขา คณิตได้ในฝัน ตกใจตื่นขึ้นมาก็เลยจดเอาไว้แล้วกลับไปนอนต่อ
พอจบ ม.6
จะลาออกไปเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาตามแฟชั่นสมัยนั้น ซึ่งก็ยังคงเป็น
แฟชั่นสมัยนี้อยู่คุณครูที่เทพศิรินทร์โกรธมาก แต่พวกเราวัยรุ่นใจรัอนหลายคนก็ลาออกจนได้
ถึงแม้ว่าผมจะไม่ได้เรียน ม.7
และ ม.8 ที่เทพศิรินทร์และถึงแม้ว่าจะเรียนเทพศิรินทร์แค่
5 ปี
ผมรู้สึกว่าเป็นชาวเทพศิรินทร์เต็มตัว 100% และ ยังมีเพื่อน
ถึง 2 รุ่นคือ รุ่น ม.1-5 และ
รุ่น ม.6
ถึงตอนนี้พวกเราก็ได้เป็นใหญ่เป็นโตกันมากมายหลายคน
ในด้านราชการพลเรือน ก็ได้
ระดับสูงสุดถึงซี 11 ซึ่งผมก็เผอิญได้เป็นกับเขาคนหนึ่งด้วย
ทางด้านราชการทหาร และตำรวจ
ก็ได้เป็นนายพลกัน ทางด้านเอกชนก็เป็นกรรมการผู้จัดการกันมากมาย และด้านการบันเทิงก็ได้
เป็นดาราระดับพระเอก สรุปแล้วไม่ว่าใครจะเป็นอะไร พวกเราก็ยังคงเป็นชาวเทพศิรินทร์ทุกคน
พวกเราพร้อมเสมอที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน และพร้อมเสมอที่จะรับใช้โรงเรียนเก่า
อันเป็นที่รักยิ่งของเราตลอดไป.
|
|