สมัยเด็ก ๆ ฝันอยากเป็นพระเอกลิเก แต่โชคดีบุตรชายคนที่ 25 ของ พระยานิติศาสตร์ไพศาลไม่ทำตามความฝัน
ผลก็คือประเทศไทยได้โปรโมเตอร์มือดีทางด้านอินเทอร์เน็ต
"ไม่รู้เป็นไง ผมชอบทำอะไรเป็นคนแรก" ศ.ดร.ศรีศักดิ์ เอ่ยขึ้นระหว่างสนทนา
"ตอนที่ผมพูดเรื่อง e-education ไม่มีใครฟังเลย แต่พอ ปีเตอร์ ดรักเกอร์
พูดเท่านั้นแหละว่า ธุรกิจที่จะได้กำไรมากที่สุดในโลกยุคนี้คือ e-education
คนก็เอามาพูดกันใหญ่"
อาจารย์จดจำรายละเอียดได้ดีและมักย้อนความถึงการเป็นคนแรกในสถานการณ์ต่าง
ๆ ให้สาธารณะฟังเสมอ
"ผมเป็นคนไทยคนแรกที่จบปริญญาเอกด้านคอมพิวเตอร์จากอเมริกา
ผมเป็นศาสตราจารย์เต็มขั้นที่อายุน้อยที่สุด คือเป็นเมื่ออายุ 36
...
ผมเป็นคนแรกที่ได้ศาสตราจารย์ 11 ...
ผมเป็นคนแรกที่ตั้งบริษัทอินเทอร์เน็ตในเมืองไทย ...
ผมเป็นคนแรกที่ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการหลักสูตรคอมพิวเตอร์และโทรคมนาคมของมหาวิทยาลัย
ผมเป็นนักคอมพิวเตอร์คนแรกที่ได้รับพระราชทานสายสะพายชั้นสูงสุด
... ฯลฯ
การที่ประธานกลุ่มเคเอสซีกล่าวถึงประวัติอันน่าภูมิใจของตนเองเสมอ
ๆ บางครั้งจึงถูกมองว่าเป็น "นาร์ซีซัส"
อาจารย์มักประกาศให้สาธารณะรับรู้ว่าตนทำงานมากวันละถึง 17 ชั่วโมง
สัปดาห์ละ 7 วัน ตั้งแต่เช้าจรดเย็น มีเลขาฯมากถึง 7 คน มีตำแหน่งในสถาบันและหน่วยงานมากถึง
36 ตำแหน่ง
"ผมเป็นกรรมการบริหารสมาคมอินเทอร์เน็ตนานาชาติ เป็นคณบดีบัณฑิตวิทยาลัยอินเทอร์เน็ตและพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์
เป็นนายกสมาคมอินเทอร์เน็ต เป็นกรรมการบริหารสมาคมอินเทอร์เน็ตนานาชาติ
เป็นที่ปรึกษาทางด้าน e-government เป็นคณะทำงานระดับสูงอีอาเซียน
เป็น ฯลฯ" ถ้าไม่มีใครเบรกด้วยคำถามใหม่ อาจารย์ก็จะไล่ตำแหน่งได้จนครบ
ในวัย 63 ปี ยังดูกระฉับกระเฉง พูดเร็วและมักเรียกเสียงหัวเราะจากคนรอบข้างหรือคนที่เข้าฟังสัมมนาได้เสมอ
"ผมหัวเราะได้กับทุกเรื่อง นั่งรถไปเห็นป้ายข้างทาง ผมก็ตีความเป็นเรื่องตลก
เพื่อน ๆ จะพนันกันว่า ถ้าเรียกผมหันมาจะต้องหัวเราะหรือไม่ก็ยิ้มทุกทีไป"
แต่ภายใต้บุคลิกเฮฮาขบขัน เต็มไปด้วยแผนการณ์แห่งชีวิต "ผมจะมีแผนในใจ
ทำอะไรไม่ให้ใครรู้ว่ากำลังทำอะไร และเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายอะไร"
อาจารย์พูดกลั้วเสียงหัวเราะ
'มุ่งมั่น' 'ทะเยอทะยาน' เป็นคำที่ประธานกลุ่มบริษัท เอ็มเคเอสซี
พูดถึงตัวเอง
"ผมจะตีตารางไว้เลย ว่าจะไปถึงไหนเมื่อไหร่ ผมแพลนไว้เลยตั้งแต่ตอนเรียนปริญญาโท
ผมต้องได้ทุนเรียนเอกและพอเรียนเอก ผมใช้เวลาแค่ 2 ปีครึ่ง คนอื่นเขาเรียนกัน
5-6 ปี จบแล้วผมต้องเป็นศาสตราจารย์ให้เร็วที่สุด"
เมื่อปี 1960 สถาบัน AIT ประกาศให้ทุนไปเรียนคอมพิวเตอร์ที่อเมริกา
อาจารย์ศรีศักดิ์ทำตารางขึ้นมาเทียบแต่ละวิชาได้เท่าไหร่ คนอื่นได้เท่าไหร่
และต้องทำคะแนนอีกเท่าไหร่จึงจะชนะเพื่อนได้ บางวิชาต้องท่องหนังสือ
3 วัน 3 คืน ง่วงก็งีบหลับ 1 ชั่วโมง ตื่นมาอาบน้ำท่องหนังสือต่อ
เมื่อประกาศผลสอบ อาจารย์ศรีศักดิ์ได้ 97 % เป็นที่หนึ่งทิ้งห่างที่สองที่ได้แค่
70 %
เรียนจบทำงานจนเป็นศาสตราจารย์อยู่อเมริกา กลับมาเมืองไทยตามคำสั่งของ
จอมพลถนอม กิตติขจร จอมพลประภาส จารุเสถียร ที่ต้องการให้ตั้งศูนย์คอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่กระทรวงมหาดไทย
โดยตั้งเงื่อนไขการกลับมาว่าขอตำแหน่งศาสตราจารย์ "ตามระเบียบแล้วทำไม่ได้
แต่เขาแก้กฎหมายให้ผม เป็นคนเดียวที่ได้ใช้กฎหมายนั้น" อาจารย์เล่าด้วยความภูมิใจเช่นเคย
แต่เหตุการณ์ผันแปร ไม่ได้ทำงานที่มหาดไทย แต่ไปเป็นอาจารย์ที่นิด้า
ก่อนย้ายมาทำที่สนามม้านางเลิ้ง ใช้คอมพิวเตอร์ในการจัดการ จนสนามม้าพลิกจากขาดทุนมาเป็นกำไร
จากนั้นย้ายไปเป็นที่ปรึกษาด้านคอมพิวเตอร์ให้กับชาตรี โสภณพนิช
ทำหน้าที่อ่านและวิเคราะห์ข่าวประจำวัน และวางระบบคอมพิวเตอร์แบงก์กรุงเทพ
และเป็นอาจารย์ที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
เมื่อปี 2538 เมื่ออาจารย์คิดจะทำธุรกิจอินเทอร์เน็ต ไม่มีใครเห็นดีด้วย
หน่วยงานราชการเห็นพ้องว่า ควรเป็นหน้าที่ของเนคเทคเพียงรายเดียวที่จะให้บริการนี้
"ผมต้องพบคนมากถึง 100 คน เพื่อชี้แจงจนตั้งบริษัทอินเทอร์เน็ตเคเอสซีได้"
ความมุ่งมั่น นำมาซึ่งใบอนุญาต ISP ถือเป็นจุดเริ่มต้นการขยายตัวของอินเทอร์เน็ตเชิงพาณิชย์ของไทย
จากที่ก่อนหน้านี้การใช้งานอินเทอร์เน็ตจำกัดวงอยู่ในมหาวิทยาลัย
แต่เพียง 5 ปีให้หลัง มีสัญญาณว่าอาจารย์กำลังจะสละสิ่งที่เขาสู้อุตส่าห์ไปพบนับร้อย
เพื่อให้ได้ตั้งเคเอสซี และเป็นสิ่งที่อาจารย์และศิษย์เอก กนกวรรณ
ว่องวัฒนสิน ร่วมกันสร้างขึ้น
"อาจารย์ผมสมัยเรียนปริญญาเอกสอนไว้เสมอว่า ถ้าเจอภูเขา อาจลองเอาหัวชนภูเขา
ถ้าแข็งจริงก็ฝ่าไปได้ แต่ถ้าไม่เข็งจริง ก็เลี้ยวไปหาภูเขาลูกอื่นดีกว่า
ไม่งั้นหัวแตกเปล่า"
อะไรคือเหตุผลที่ทำให้อาจารย์เบนเข็มทิศไปอีกทาง
"ต่อไปรายได้ไอเอสพี จะหายไปหมด ตอนแรก ๆ รายได้จากการ connect สาย
64 k เดือนละแสน ตอนนี้เหลือ 39,000 ค่าบริการแรก ๆ เดือนละ 19,000
ตอนนี้เหลือ 300 และจะน้อยลงไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นฟรีอินเทอร์เน็ต"
แม้อาจารย์จะบอกว่าตนเองเป็นนักวิชาการมากกว่านักธุรกิจ แต่การตัดสินใจรวดเร็วฉับไว
ไม่ผิดกับนักธุรกิจที่กำลังเก็งกำไร เขายอมให้เอ็มเว็บซึ่งมีคอนเทนท์ที่น่าสนใจมากมายเข้ามาถือหุ้นในบริษัทเคเอสซี
แม้จะขัดกับหุ้นส่วนเดิมอย่าง จัสมินก็ตาม "เขาบอกผมว่า ถ้าอยากใช้เงินก็บอกมาเขาจะไปหามาให้
เงินเขามีเยอะ" ได้ฟังอย่างนี้ เป็นใครก็คงยากที่จะปฏิเสธการเข้ามาของเอ็มเว็บ
"ประเดี๋ยวหุ้นเราจะน้อยลงเรื่อย ๆ ตามแผนการเข้าตลาดแนสแด็ก ผมมีแค่
1 % ผมก็พอใจแล้ว"
ถ้าพิจารณาจากบริษัทในเอเชียที่เข้าตลาดหุ้นแนสแด็ก 6 ราย ระดมทุนได้เฉลี่ยละ
80,000 ล้านบาท 1 % เท่ากับ 800 ล้านบาท ถ้ายังยึดเคเอสซีไว้แน่น
ยังไงเสียก็ไม่มีทางสร้างรายได้ขนาดนี้และจะว่าไปแล้ว เอ็มเว็บทำให้ฝันของอาจารย์ศรีศักดิ์เป็นจริง
เพราะก่อนหน้านี้อาจารย์คิดที่นำเคเอสซีไปจดทะเบียนในแนสแด็กอยู่แล้ว
แต่เคเอสซีมีสถานะเพียงบริษัทท้องถิ่น ยังไม่น่าสนใจมากเท่ากับการไปพร้อมกับพันธมิตรระดับโลกอย่างเอ็มเว็บ
ซึ่งมีบริษัทแม่คือ MIH ที่มีประสบการณ์การแต่งองค์ทรงเครื่องเข้าตลาดแนสแด็กมาแล้ว
งานนี้ จึงถือเป็นการสละเรืออย่างมีชัย พร้อมกันนั้นก็มองหาลู่ทางใหม่
ถึงแม้ชื่ออินเทอร์เน็ต เคเอสซี จะลดความสำคัญลงในอนาคต และชื่อของเอ็มเว็บโดดเด่นขึ้น
แต่อาจารย์ศรีศักดิ์ก็พยายามหาวิธีที่จะให้คนจดจำชื่อเคเอสซีได้
ด้วยการไปสร้างชื่อไว้ อาทิ เคเอสซี-เอแบค โพลล์ มูลนิธิเคเอสซี
เป็นต้น
"ผมตั้งชื่อบริษัทไว้เป็นสิบบริษัทและจดทะเบียนไว้บริษัทละ 200,000
บาท กันไว้ไม่ให้ใครมาเอาไป และจองโดเมนเนมไว้ 200 ชื่อ" อาจารย์นิ่งไปเล็กน้อย
"จองไว้เผื่อขาย" พลางยิ้มกว้างให้กับการเล็งการณ์ไกลของตนเอง
ในระยะเวลาอันใกล้ อาจารย์จะผันตัวเองไปทำ e-education และ e-edutainment
ซึ่งอาจารย์คาดการณ์ว่าจะสร้างรายได้มากยิ่งกว่า อี-คอมเมิร์ซ ไหนๆ
"ผมอาจจะสอนเรื่องในชีวิตประจำวัน ทำกับข้าว ไปจนถึงเรื่องต่าง ๆ
สารพัด รวมถึงเรื่องการเรียนการสอนในโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัย แบบ
interactive แต่ตอนนี้เราต้องรอจังหวะเพราะความเร็วยังต่ำ"
เมื่อถามถึงรายละเอียดของการจัดทำ e-education แทนคำตอบ "ในอินเทอร์เน็ต
ถ้าใครกล้าวางแผนล่วงหน้า ไม่บ้าก็เมา"
อาจารย์มีแผนแล้ว แต่คงยังไม่อยากให้รู้แผน รู้แค่ว่า
"ผมเป็นคนแรกที่ทำ e-education ในเมืองไทย" เท่านี้ก็พอแล้ว
|